ล้ำสมัยมากๆ กับ ยาเม็ดดิจิทัล ที่ฝังอุปกรณ์เซ็นเซอร์ไว้ในเม็ดยา เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน

180

    องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติใหม่มีการใช้ยาเม็ดดิจิทัลเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ความพิเศษของยาเม็ดดิจิทัลคือ มีการฝังเซ็นเซอร์ขนาดเล็กลงในเม็ดยา เพื่อการตรวจสอบว่าร่างกายได้รับยาอยู่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ โดยยาเม็ดดิจิทัลมีชื่อว่า Abilify MyCite และเซ็นเซอร์ที่อยู่ภายในเม็ดยาจะสื่อสารข้อมูลกับอุปกรณ์ Patch ที่ผู้ป่วยสวมใส่อยู่ จากนั้น Patch จะส่งข้อมูลทางการแพทย์ไปยังแอพฯ บนสมาร์ทโฟน โดยที่ผู้ป่วยสามารถอัพโหลดข้อมูลไปให้คุณหมอ หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทางการรักษา โดยที่ Abilify เป็นยาสำหรับรักษาอาการ โรคจิตเภท, โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) และยังใช้รักษาอาการโรคซึมเศร้าด้วย

    ภายในเม็ดยา Abilify MyCite มีการติดตั้งเซ็นเซอร์ที่มีขนาดเล็กเท่ากับเม็ดทรายที่ทำจากวัสดุซิลิคอน ทองแดง และแมกนีเซียม โดยที่สัญญาณทางไฟฟ้าจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน เมื่อเซ็นเซอร์สัมผัสกับกรดในกระเพาะอาหาร และเมื่อเสร็จงานของมัน เซ็นเซอร์ก็จะถูกขับถ่ายออกมาตามธรรมชาติ อุปกรณ์ Patch จะถูกสวมใส่อยู่บริเวณซี่โครงซ้ายของผู้ป่วย และมันจะได้รับสัญญาณจากเซ็นเซอร์ที่อยู่ในร่างกายเป็นเวลาหลายนาทีหลังจากที่เม็ดยาถูกย่อย จากนั้น Patch จะส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างเช่น ช่วงเวลาที่ได้รับยา และข้อมูลปริมาณยา ไปยังสมาร์ทโฟนผ่านสัญญาณบลูทูธ นอกจากนี้อุปกรณ์ Patch ยังทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ Fitness tracker ไปด้วยในตัว ด้วยการวัดปริมาณกิจกรรมที่ผู้ป่วยทำในแต่ละวัน คุณภาพการนอนหลับ จำนวนก้าวเดิน และอัตราการเต้นของหัวใจ และต้องมีการเปลี่ยน Patch ใหม่ทุกๆ 7 วัน โดยผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยได้ก็มี คุณหมอ และคนอื่นๆ อีก 4 คนซึ่งอาจจะเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือบุคคลอื่นๆ ที่ผู้ป่วยไว้วางใจจะให้เข้าถึงข้อมูล และผู้ป่วยสามารถยกเลิกสิทธิ์การเข้าดูข้อมูลของใครก็ได้ตามต้องการ

    เม็ดยาดิจิทัลเป็นผลจากการวิจัยนานนับปี โดยความร่วมมือระหว่าง Otsuka ที่เป็นบริษัทยาของประเทศญี่ปุ่น และ Proteus Digital Health บริษัทที่เชี่ยวชาญทางด้านการให้ข้อมูลทางการแพทย์แบบดิจิทัล ซึ่งทำหน้าที่สร้างตัวเซ็นเซอร์ และเม็ดยาดิจิทัลถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่ผู้ป่วยได้รับยาอย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม โดยสถาบัน IMS มีการประเมินกันว่า ปัญหาการได้รับยาอย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม ทำให้เกิดผลการรักษาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้ต้องเสียงบประมาณไปกับเรื่องยารักษาโรคสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2012 และการอนุญาตให้ใช้ยาเม็ดดิจิทัลในครั้งนี้ของ FDA ยังเป็นการเปิดประตูสำหรับการใช้ยาในรูปแบบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการรักษาสุขภาพจิตด้วย

    ผู้เชี่ยวชาญ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลทางการแพทย์ โดยคุณ Ameet Sarpatwari อาจาร์ยแพทย์แห่ง Harvard Medical School กล่าวว่า “ยาเม็ดดิจิทัลมีความเป็นไปได้ที่ยกระดับสาธารณสุข แต่ถ้ามีการนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม มันจะทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ ระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ “

    ทางฝั่งของ Otsuka ซึ่งเป็่นเจ้าของเทคโนโลยีนี้ ยังไม่ได้ระบุราคาของยาเม็ดดิจิทัล โดยสื่อ Wall Street Journal รายงานว่าทางบริษัทมองหาความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยที่ให้การคุ้มครอง และจะไม่เปิดสายการผลิตจนกว่าจะมีความร่วมมือกับบริษัทประกันภัย

ที่มา https://news.thaiware.com/11862.html